เลือกตัวเลือกที่คุณต้องการ

แชมเปญ: ของขวัญแห่งความสุขจากพระเจ้า

ความหลากหลายของแชมเปญและสไตล์
แชร์

สำหรับนักดื่มผู้รอบรู้และจัดเจนในวงการไวน์และแชมเปญ ‘ปีวินเทจ’ ที่ระบุในแตร์รัวร์มีความสำคัญไม่ต่างไปจากวันเดือนปีและสถานที่เกิดซึ่งปรากฏอยู่บนสูติบัตร ดังเช่นที่ Carl Gustav Jung (คาร์ล กุฟตาฟ จุง) นักคิดและจิตแพทย์ชาวสวิสผู้โด่งดังในแวดวงจิตวิเคราะห์ได้กล่าววาทะอันโด่งดังไว้ว่า


“เราล้วนถือกำเนิดมาในกาละและเทศะที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว และเฉกเช่นเดียวกันกับปีแห่งการเก็บเกี่ยวผลองุ่นเพื่อทำไวน์ เราจึงต่างมีคุณภาพของปีและฤดูตามที่เราถือกำเนิดมา”


'ปีวินเทจ' หรือ 'ปีแห่งการเก็บเกี่ยวผลองุ่นเพื่อทำไวน์' จึงเป็นเสมือนพิมพ์เขียวหรือปูมบันทึกที่บอกเล่าเรื่องราวของดิน ฟ้า อากาศ แสงแดด ปริมาณฝน การเปลี่ยนแปลงของอุณภูมิ กระทั่งโรคระบาดที่ล้วนส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิตขององุ่นเพื่อทำไวน์และแชมเปญทั้งสิ้น ซึ่งผู้ผลิตและผู้ที่คลุกคลีในแวดวงของไวน์และแชมเปญต่างให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะนานๆ อากาศจึงจะดีส่งผลลัพธ์ได้เป็นผลผลิตองุ่นที่มีคุณภาพ จนได้ฤกษ์ผลิตวินเทจไวน์และแชมเปญ ซึ่งกำลังจะกลายมาเป็นเพชรยอดมงกุฎประดับไวน์เนอรีของพวกเขาและไวน์เซลล่าของลูกค้าภายในอนาคตอันใกล้

โฆษณา

เนื่องจากแชมเปญในท้องตลาดโดยส่วนใหญ่จะมีตัวอักษร NV ย่อมาจากคำว่า ‘Non Vintage’ ซึ่งไม่ระบุปีที่เก็บเกี่ยวบนฉลาก เป็นแชมเปญที่ผลิตในแบบ House Style เพื่อให้มีคาแรคเตอร์และสไตล์เฉพาะตัวในแบบฉบับของแชมเปญเฮาส์นั้นๆ เกิดจากการนำน้ำองุ่นในคงคลังจากหลายๆ ปีวินเทจหรือหลายๆ ไร่องุ่นมาผสมกันและหมักในขวดระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 15 เดือน จนได้รสชาติซึ่งเป็นมาตรฐานเหมือนกันทุกขวด ด้วยในบางปี อาทิเช่น ปี 2012 อากาศในแคว้นชองปาญค่อนข้างหนาวเย็นจัด มีฝนตกชุกมากและมีแดดน้อยจนถึงเดือนสิงหาคม ส่งผลให้ได้ผลผลิตน้อยและมีคุณภาพไม่ดีพอที่จะนำมาผลิตเป็นแชมเปญวินเทจ ทว่าในบางปี อาทิเช่น ปี 2002 สภาพอากาศในแคว้นชองปาญกลับดีเลิศ คือมีอุณหภูมิที่ค่อนข้างอุ่นกว่าปกติ มีแสงแดดอ่อนๆ ในฤดูหนาว ซึ่งเป็นลักษณะภูมิอากาศที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการปลูกองุ่น ส่งให้ผลองุ่นสุกอย่างสมบูรณ์แบบ ผู้ผลิตและแชมเปญเมกเกอร์จะสร้างสรรค์เป็น ‘Vintage Champagne’ โดยใช้องุ่นพันธุ์ดีที่สุดที่เก็บเกี่ยวได้จากปีเดียวกัน หรือกระทั่งจากไร่องุ่นเดียวกัน (Single Vinyards/Vintage Champagne) มาหมักในขวดระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี ก่อนวางจำหน่าย การหมักบ่มที่ยาวนานจะทำให้วินเทจแชมเปญรสชาตินุ่มนวลและมีพรายฟองที่ละเอียดยิ่งขึ้น ส่วนน้ำองุ่นที่เหลือจากการทำแชมเปญวินเทจสามารถเก็บไว้ในคลังเพื่อผสมกับน้ำองุ่นจากปีอื่นๆ เพื่อใช้สำหรับผลิตแชมเปญชนิด Non Vintage ต่อไป


แชมเปญยังนับว่าเป็นเครื่องดื่มสุดมหัศจรรย์ที่ช่วยเนรมิตรและรังสรรค์ความกลมกล่อมเมื่อรับประทานคู่กับอาหารแทบทุกประเภท แชมเปญโดยทั่วไปผลิตจากองุ่น 3 สายพันธุ์หลักๆ คือองุ่นแดง ปิโนต์ นัวร์ (Pinot Nior) เพื่อให้ได้บอดี้ โครงสร้างและรสชาติที่สมดุล องุ่นแดง ปิโนต์ มูนิเยร์ (Pinot Meunier) จะให้กลิ่นของผลไม้และดอกไม้ และองุ่นเขียวชาร์โดห์เนย์ (Chardonnay) จะให้ความสดชื่น นุ่มเนียน และละมุนละไม โดยสไตล์ที่แตกต่างกันของแชมเปญได้มาจากการใช้น้ำองุ่นแต่ละสายพันธุ์มาผสมในสไตล์ต่างๆ จนได้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาทิ


‘เพรสทีจ คูเว่’ (Prestige Cuvée) เป็นสุดยอดการทำแชมเปญด้วยน้ำองุ่นที่ได้จากการคั้นน้ำครั้งแรกซึ่งจะมีความใสและนุ่มนวลที่สุดเพื่อนำไปทำเป็นแชมเปญในระดับเพรสทีจ คูเว่ โดยสามารถนำมาผลิตได้ทั้งแชมเปญ ‘Non Vintage’ และ ‘Vintage Champagne’ โดยแชมเปญที่เกิดจากการผสมองุ่น 3 สายพันธุ์จะมีรสสัมผัสที่เนียนนุ่ม ละมุนลิ้น ดุจผืนผ้าไหมและให้กลิ่นดอกไม้หอม เข้ากับอาหารทะเล ฟัวกราส์ คาเวียร์ ทรัฟเฟิล แซลมอนและชีส เป็นต้น


‘บลัง เดอ นัวร์ส’ (Blanc de Noirs) ทำจากองุ่นแดงล้วนๆ จึงมีรสชาตินุ่มแน่นเต็มปากเต็มคำได้กลิ่นเบอร์รี่จางๆ เหมาะกับอาหารทะเลอย่างเนื้อปู กระทั่งอาหารไทยและเมนูเนื้อแดงอย่างหมูย่างและนกกระทา


‘บลัง เดอ บลังส์’ (Blanc de Blancs) ทำจากองุ่นเขียวล้วนซึ่งโดยมากจะเป็นชาร์โดห์เนย์ซึ่งมักจะมีราคาสูงกว่าแชมเปญปกติ เพราะมีความสง่างามและรสชาติที่เนี้ยบเฉียบขาด ให้กลิ่นสดชื่นของซิตรัสและแอปเปิ้ลจึงเหมาะกับอาหารทะเลเบาๆ อย่าง หอยนางรม กุ้ง สแกลลอป ปลาเนื้อขาว หรือเนื้อไก่


‘โรเซ่ แชมเปญ’ (Rosé Champagne) หรือพิงค์ แชมเปญเกิดจากการที่ผู้ผลิตปล่อยให้น้ำองุ่นแช่อยู่กับเปลือกองุ่นในระยะเวลาสั้นๆ ทำให้ได้สีเข้มขึ้นเกิดขึ้น ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในสหรัฐอเมริกาและภัตตาคารระดับสูงหลายแห่ง เพราะมีสีสันงดงามให้รสสัมผัสที่ละมุนละไม สามารถจับคู่กับอาหารได้หลากหลาย ทั้งอาหารทะเล เนื้อเป็ด เนื้อแดง รวมไปถึงอาหารรสจัดและมีกลิ่นเครื่องเทศอย่างอาหารไทย


นอกจากนั้นสิ่งที่ปรากฏอยู่บนฉลากแชมเปญอีกหนึ่งอย่างคือระดับความหวานของแชมเปญ ซึ่งมีถึง 5 ระดับ คือ
Brut, Nature - แทบจะไม่มีความหวานหรือหวานน้อยที่สุด
Extra Dry,Extra Sec,Tres Sec - หวานขึ้นมาเล็กน้อย
Sec - หวานน้อย
Demi Sec - หวานปานกลาง
Rich, Doux - หวานมาก

Brut คือระดับความหวานของแชมเปญที่เราพบได้บ่อยที่สุดในท้องตลอดเพราะเป็นที่นิยมสำหรับคอแชมเปญในวงกว้าง แชมเปญที่ดีจะต้องให้พรายฟองที่เล็ก ละเอียด และอยู่ทนนาน ให้รสชาติและกลิ่นที่ชวนดื่ม เนื้อไวน์มีความนุ่มนวล หอมอบอวลในกระพุ้งแก้มเมื่อยามดื่ม แชมเปญจำเป็นต้องได้รับการเปิดขวดและจัดเสิร์ฟอย่างถูกวิธีหลังผ่านแช่จนเย็นเฉียบที่อุณหภูมิประมาณ 8-12 องศาเซลเซียส เพื่อให้ได้ฟองทำงานและขับเน้นรสชาติของแชมเปญออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด เสิร์ฟมาในแก้วที่ออกแบบมาสำหรับการดื่มแชมเปญเพื่อช่วยลดการสัมผัสกับอากาศ รักษาฟอง และความซ่าเอาไว้ให้นานที่สุด อาทิ แก้วแชมเปญทรงฟลูท (Flute) เป็นแก้วมีก้านรูปทรงยาวที่นิยมกันโดยทั่วไปเหมาะสำหรับแชมเปญอายุยังน้อยแบบนอน วินเทจ แก้วแชมเปญทรงทิวลิป (Tulip) คล้ายแก้วทรงฟลูททว่ามีปากที่สอบเข้าเหมือนดอกทิวลิปเพื่อช่วยเก็บกักกลิ่นได้ดีเหมาะกับแชมเปญวินเทจ ส่วนแก้วแชมเปญทรงคูป (Coupe) เป็นแก้วทรงวินเทจที่มีตัวแก้วสั้นและปากกว้าง ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ยุคพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาจนถึงยุค ‘60s ปัจจุบันเสื่อมความนิยมลงไปด้วยการใช้งานที่ไม่ค่อยเหมาะกับแชมเปญเท่าแก้วทรงฟลูทและทิวลิป


Perrier-Jouët Grand Brut Cuvee นับเป็นแชมเปญประเภท Non Vintage Cuvee ที่สืบทอดความหอมสไตล์ดอกไม้ซับซ้อนอันเป็นเอกลักษณ์ของ Perrier-Jouët (แปร์ริเอ-ฌูเอต) แชมเปญเฮาส์ชื่อดังเมืองเอแปร์เนย์ (Épernay) ได้เป็นอย่างดี รังสรรค์ขึ้นจากการผสมผสานน้ำองุ่นจาก 15 ไร่องุ่นในระดับครูส์ โดดเด่นด้วยด้วยความสดชื่นและสัมผัสที่หรูหราของชาร์โดเนย์ (Chardonnay) 20% ที่คัดสรรจากไร่องุ่นที่ดีที่สุดในเขตในพื้นที่ Côte des Blancs (โกต์ ดีส์ บลองส์) มาผสานกับโครงสร้างอันนุ่มนวลของปีโนต์ นัวร์ (Pinot Noir) 40% ที่ได้จากพื้นที่ Montagne de Reims (มองตาง์ เดอ ฆามส์) และ Vallée de la Marne (วัลเลย์ เดอ ลา มาฮ์น) และจากไร่องุ่นที่ดีที่สุดระดับกรองครูส์ในแคว้น Aube (อูบ์) อย่าง Les Riceys ผสานเสน่ห์อันละมุนละไมของปีโนต์ เมอนิเอร์ (Pinot Meunier) 40% ที่ได้จากพื้นที่ Vallée de la Marne เสริมให้เกิดความกลมกล่อมและฟรุ้ตตี้ให้กับแชมเปญสีเหลืองทองสดใสประกายเจิดจ้า เมื่อสูดดมครั้งแรกจะได้กลิ่นหอมดอกไม้และผลไม้นานาพันธุ์ อาทิ เชอร์รี่พลัม เลมอน เบอร์กาม็อต ตามติดมาด้วยกลิ่นดอกมะนาวและดอกสายน้ำผึ้ง รวมไปถึงกลิ่นหอมของเนย ขนมเค้กเมดเดลีน น้ำตาลวานิลลา โดยมีกลิ่นเกรปฟรุ๊ต, พีชขาว, พีชเขียว, ต้นแอ๊ปเปิ้ลและกรีนฮาเซลนัททิ้งท้ายไว้เอา จึงให้ความสดชื่นพร้อมรสชาติที่มีความสมดุลในตัว แนะนำให้แช่อุณหภูมิ 7-9 องศาเซนเซียส โดยดื่มคู่กับเมนูเรียกน้ำย่อยอย่างคาปาโชที่ทำจากปลาหรือเนื้อขาว นอกจากนั้นยังไปกันได้ดีกับผักสดกรอบและเต้าหู้อีกด้วย

โฆษณา

แชมเปญจึงเปรียบเสมือนของขวัญแห่งความสุขจากพระเจ้าที่ประทานให้กับมวลมนุษย์ชาติสำหรับทุกโอกาสพิเศษและการเฉลิมฉลอง ถึงแม้ไม่มีโอกาสพิเศษคุณก็สามารถดื่มแชมเปญคลายร้อนคู่กับอาหารที่ปรุงอย่างประณีตสักหนึ่งจานได้ เพื่อเป็นการขอบคุณความอุดมสมบูรณ์และเพิ่มอรรถรสให้กับการใช้ชีวิต

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดย Perrier-Jouët (แปร์ริเอ-ฌูเอต)

เยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Perrier-Jouët ได้ที่ https://www.perrier-jouet.com/

แชร์บน:
ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลข่าวสารจาก มิชลิน ไกด์
อยู่ด้านบนของร้านอาหารที่ดีที่สุด, ไลฟ์สไตล์, อีเวนต์ต่างๆ ในเมืองของคุณ