เชฟซอง อัน (Sung Anh) หรือที่รู้จักว่าอัน ซอง-แจ (Anh Sung-jae) เจ้าของร้าน Mosu ในฮ่องกง (ร้านอาหารแนะนำในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับกรุงโซล บูซาน ประจำปี 2025) คือหนึ่งในตัวละครสำคัญของยุคใหม่แห่งโลกไฟน์ไดนิง ทั้งในฐานะผู้บุกเบิกและไอคอนแห่งอาหารเกาหลีชั้นสูง (haute cuisine) จากการเป็นมันสมองเบื้องหลังร้านอาหาร Mosu ในเกาหลีใต้ที่เป็นคนแรกที่คว้ารางวัลสามดาวมิชลินมาได้เป็นคนแรกของประเทศก่อนประกาศปิดร้านชั่วคราว สู่การปรากฏกายในบทบาทกรรมการสุดเฮี้ยบในรายการ Culinary Class Wars ทั้งสองภาคบน Netflix ที่เชฟจากทั้งแดนโสมจำนวน 100 คนต่างมาดวลฝีมีดเพื่อเป็นหนึ่ง
รายการแข่งทำอาหารนี้ได้พาแนวคิดด้านอาหารของเชฟวัย 44 ปีไปสู่ผู้ชมวงกว้างทั่วโลก เผยให้เห็นทั้งความเชี่ยวชาญลึกซึ้ง รวมถึงวิธีที่เขาสื่อสารปนแนะนำเชฟที่เข้าอกเข้าใจแต่ก็เข้มงวดไปพร้อมกัน ด้วยการหลอมรวมรากอาหารเกาหลีเข้ากับมาตรฐานสากล เชฟคุณพ่อลูกสองของน้องจูไล (July) อายุ 13 ขวบ และคาเล็บ (Caleb) วัย 11 ขวบ ได้ตอกย้ำตำแหน่งพ่อครัวแถวหน้าแห่งโลกอาหารของเกาหลีใต้ที่ผู้คนหลงใหลในการกินจนวงการขับเคลื่อนอย่างไม่แผ่ว และเขาก็ยืนอยู่กลางกระแสนั้นอย่างมีเกียรติและสง่างาม
เราชวนคุณไปทำความรู้จักเขากัน
เชฟอัน ซอง-แจเป็นเชฟสัญชาติเกาหลีใต้และอเมริกัน เขาเกิดในกรุงโซล และย้ายตามพ่อกับแม่ไปยังรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาตอนเขาอายุ 12 ปี ครอบครัวของเขาเปิดร้านอาหารจีน และเมื่อเรียนจบมัธยมปลาย เขาสมัครเข้ากองทัพสหรัฐฯ และภายหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน รวมถึงการเริ่มต้นสงครามอิรัก เขาขอไปปฏิบัติหน้าที่ที่อิรักที่เขาได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลเสบียงเชื้อเพลิง รับผิดชอบการจัดหาและเติมน้ำมันให้ยานพาหนะทางทหาร ตั้งแต่เฮลิคอปเตอร์ไปจนถึงรถถัง หลังปลดประจำการจากกองทัพ อันตั้งใจสมัครเข้าเรียนด้านวิศวกรรมเพื่อก้าวสู่การเป็นช่างเทคนิคของแบรนด์รถยนต์ Porsche แต่วันหนึ่งเข้าได้เห็นกลุ่มนักเรียนโรงเรียนสอนทำอาหารเดินผ่านในชุดเชฟ เขาก็ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิต หันมาเข้าเรียนในสายการทำอาหารแทน
หลังจบการเรียนด้านการทำอาหาร เขาเริ่มต้นเส้นทางในครัวอย่างที่ร้าน Urasawa โดยอาสาล้างจานโดยไม่รับค่าตอบแทน ก่อนจะได้ทำงานใกล้ชิดกับเชฟใหญ่ภายในเวลาเพียงเดือนเดียว จากนั้นเขาย้ายไปสั่งสมประสบการณ์กับเชฟคอรีย์ ลี (Corey Lee) แห่งร้าน The French Laundry และต่อเนื่องที่ Benu ซึ่งต่างคว้ารางวัลสามดาวมิชลิน ก่อนจะเปิดร้าน Mosu เป็นของตัวเองในซานฟรานซิสโกในปี 2016 และได้หนึ่งดาวมิชลินตั้งแต่ปีแรกที่เปิด จนเขาตัดสินใจย้าย Mosu ไปยังกรุงโซลในปีถัดมาและคว้ารางวัลสามดาวมิชลินมาครอบได้สำเร็จในปี 2023 และเป็นร้านเดียวในแดนโสมที่สามารถทำได้ ไม่นานต่อจากนั้นเขาประกาศปิดร้านชั่วคราวในปี 2024 เพื่อเตรียมเปิดร้านใหม่ตามวิสัยทัศน์ของตนเอง
“ผมหวังว่ารายการนี้จะช่วยผลักดันวงการอาหาร อยากให้ความเหนื่อยยากและความสัตย์จริงของคนที่ทำอาชีพนี้ได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างมีเกียรติ ไม่ใช่ทำให้ดูเป็นเรื่องตลก หรือเป็นแค่โชว์”
เขาเป็นเชฟที่พูดน้อยและปล่อยให้ผลงานพูดแทนตนตลอดมา เห็นได้จากความสม่ำเสมอของเชฟอัน ไม่ว่าจะเป็นบทสัมภาษณ์หรือโปรเจกต์โฆษณาล่าสุด เมื่อปลายปี 2023 เขาปรากฏตัวในโฆษณาของแฟรนไชส์แซนด์วิชระดับโลก พร้อมแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า “ก็กินได้เป็นครั้งคราว” และโฆษณาชิ้นนี้มียอดชมบน YouTube ราว 1.4 ล้านวิว “เวลามีงานโฆษณาเข้ามา บางครั้งผมก็แค่บอกว่า ‘ไม่ครับ ขอบคุณ’ คำตอบตรง ๆ แบบนี้อาจทำให้แบรนด์แปลกใจ แต่สำหรับผม ยังมีหลายอย่างที่สำคัญกว่าโฆษณาหรือเงิน” เขาอธิบาย สะท้อนวิธีคิดที่ยึดคุณค่าเป็นหลักและคงเส้นคงวาในทุกสิ่งที่ทำ “ผมไม่รับงานที่ขาดความจริงใจ ผมไม่ใช่นักเอนเตอร์เทนเนอร์หรือพ่อค้า ผมเป็นเชฟ ทุกอย่างที่ผมเรียนรู้และทำมา ล้วนมาจากในครัว และผมไม่อยากสูญเสียตัวตนนั้นไปด้วยการสร้างภาพลักษณ์แบบอื่น” เขากล่าวเสริม
เมื่อพูดถึงกระแสตอบรับต่อภาพลักษณ์ที่เป็นตัวเองบนหน้าจอ เชฟอันยิ้มพร้อมเล่าให้บรรณาธิการของคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ เกาหลีใต้ ฟังอย่างอารมณ์ดีว่า “มันตลกดีนะ เด็กประถมดูจะชอบผมเป็นพิเศษ! (หัวเราะ) บางคนยังบอกว่าผมเหมือนปลาวาฬเบลูกาอีกด้วย เบลูกาก็น่ารักดีนะ ผมรับได้ ผมไม่ได้เปลี่ยนอะไรเกี่ยวกับรูปลักษณ์ตัวเองเลย แค่ยอมรับมันด้วยความถ่อมตัว ทุกอย่างโอเคหมด”
เขายังเผยว่าการปรากฎกายใน Culinary Class Wars ของเขาไม่ใช่เพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่ตั้งใจอยากสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้กับวงการอาหารอย่างแท้จริง
Mosu ที่กรุงโซล กลับมาเปิดอีกครั้งช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ปี 2025 โดยเชฟอันยังยืนหยัดอยู่บนหลักการเดิม นั่นคือนำการปรุงอาหารด้วยความจริงใจและสัตย์จริงต่อฝีมืองานครัวของตัวเอง
เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ของสาขาอื่นนอกเหนือจากฮ่องกง เขากล่าวทิ้งท้ายว่า “ถ้ามีไอเดียใหม่ ๆ เกิดขึ้น ผมจะรีบมาเล่าให้ฟังแน่นอนครับ”
คุณพูดว่า “ไม่มีใครในเกาหลีจะโต้แย้งการตัดสินของผมได้” ในรายการ ช่วยขยายความหน่อยได้ไหม
เชฟอัน: ที่ผมพูดแบบนั้นเพราะเป็นจังหวะหลังจากได้ฟังคอนเซ็ปต์ของ Culinary Class Wars อย่างละเอียด และได้แชร์มุมมองของผมกลับไป ผมหวังว่ารายการนี้จะช่วยผลักดันวงการอาหาร ไม่ใช่แค่รายการเพื่อความบันเทิง ผมอยากให้ความเหนื่อยยากและความสัตย์จริงของคนที่ทำอาชีพนี้ได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างมีเกียรติ ไม่ใช่ทำให้ดูเป็นเรื่องตลก หรือเป็นแค่โชว์ผมย้ำประเด็นนี้ค่อนข้างชัดและหนักแน่น พอทีมงานตอบกลับมาว่า “เข้าใจ” นั่นแหละ ถึงเป็นจุดที่ผมรู้สึกว่าพวกเขาเริ่มพิจารณาผมอย่างจริงจัง เพราะสุดท้ายแล้วมันเป็นโปรเจกต์ที่ใช้งบประมาณสูง และทางรายการเองก็ต้องพิจารณาทุกอย่างอย่างรอบคอบเช่นกัน
แน่นอนว่าผมเองก็มีเงื่อนไขของผมเหมือนกัน ผมบอกไปตรง ๆ ว่า “ถ้ารายการจะเดินไปในทิศทางแบบนี้ ผมถึงจะร่วม” และทีมโปรดักชันก็ยอมรับเงื่อนไขนั้น หากวันนั้นพวกเขาไม่ฟังมุมของผม แล้วเน้นแค่ความบันเทิงอย่างเดียว ผมคงเดินออกทันทีเหมือนกัน แต่เพราะพวกเขาให้ความเคารพในแนวคิดของผม ผมจึงรู้สึกขอบคุณและตัดสินใจรับงานนี้
ยิ่งคุยกันต่อ ผมก็ยิ่งเข้าใจว่า สิ่งที่พวกเขามองหาจริง ๆ คือคนที่มีความเข้าใจในอาหารหลากหลายแนว ในเกาหลีมีคนจำนวนมากที่รู้เรื่องอาหารเกาหลีหรือญี่ปุ่นดีกว่าผมด้วยซ้ำ เชฟที่เชี่ยวชาญอาหารเกาหลีมากกว่าผมก็มีไม่น้อย และถ้าเป็นอาหารจีน ก็ยิ่งมีผู้เชี่ยวชาญที่เก่งกว่าผมอยู่อีกมากมาย
แต่ถ้าเป็นเรื่องของคนที่ผ่านประสบการณ์อาหารหลากหลายแนวมาอย่างกว้างขวาง และสามารถมองภาพรวมทั้งหมดได้ ผมคิดว่าตัวเองมีประสบการณ์มากไม่แพ้ใคร ในแง่ของคนที่สามารถตัดสินได้ครบตั้งแต่อาหารริมทางไปจนถึงร้านระดับร้านมิชลิน ผมพูดได้อย่างมั่นใจว่าผมน่าจะเป็นคนที่เหมาะที่สุด อาจฟังดูเหมือนผมขี้โม้ไปหน่อย แต่ความรู้สึกของผมเป็นแบบนั้นจริง ๆ
มีใครเป็นพิเศษไหมที่คุณรู้สึกว่าโดดเด่น หรือเป็นคนที่รับคำแนะนำของคุณไปปรับใช้ได้อย่างแท้จริง หรือคุณได้เห็นเขาโตอย่างเห็นชัดไหม?
เชฟอัน: จากที่ผมสังเกตระหว่างการถ่ายทำ อย่างน้อยตอนที่กล้องกำลังถ่ายอยู่ ทุกคนดูตั้งใจฟังในสิ่งที่ผมพูด แน่นอนว่าหลังจากนั้นแต่ละคนอาจมีความคิดของตัวเองบ้าง อย่างเช่น “เขาจะไปรู้อะไร” ก็เป็นไปได้ แต่ต่อหน้าผม พวกเขารับฟังอย่างจริงจังหลังรายการจบลง หนึ่งในผู้เข้าแข่งขัน เชฟที่หลายคนรู้จักในชื่อเล่นว่า “Korean Taco King” ได้ติดต่อมาหาผม ผมจำชื่อจริงเขาไม่ได้ แต่ที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านั้นผมเคยไปกินที่ร้านของเขากับครอบครัวมาแล้ว ตอนนั้นเขาไม่รู้จักผมเลย เพราะผมก็ไม่ได้เป็นคนสาธารณะ พอมาเห็นเขายืนอยู่ตรงหน้าผมในฐานะผู้เข้าแข่งขัน มันเป็นโมเมนต์ที่แปลกและน่าสนใจมาก น่าเสียดายที่ฉากนั้นไม่ได้ถูกนำไปออกอากาศ
เล่าถึง 'เจ้าพ่อทาโก้เกาหลี (Korean Taco King)' หรือเชฟเจมส์ วูบัม จิน (James Woobum Jin) แห่งร้าน Escondido หน่อยได้ไหม?
เชฟอัน: เชฟเจมส์ วูบัม จิน เป็นคนที่ทิ้งความประทับใจไว้กับผมมาก ตอนนั้นผมเป็นกรรมการตัดสินจานของเขา และจำได้ว่าผมบอกเขาไปตรง ๆ ว่า “วันนี้ไม่ใช่วันของคุณเลยนะ” ที่พูดแบบนั้น เพราะในความคิดผม ถ้ากรรมการไม่ใช่ผม เขาอาจผ่านรอบนั้นไปได้ด้วยซ้ำ ถ้าเป็นเชฟแบค จง-วอน (Baek Jong-won) มาตัดสิน ก็น่าจะปล่อยผ่านไปได้แต่เพราะผมรู้จักอาหารเม็กซิกันค่อนข้างดี เลยจับได้ถึงความผิดพลาดเล็ก ๆ อย่างหนึ่ง เล็กมากจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น ผมโตที่แคลิฟอร์เนีย เลยมีความเข้าใจอาหารเม็กซิกันลึกกว่าคนทั่วไป ความผิดพลาดนั้นคือแบบที่ 99 เปอร์เซ็นต์ของคนกินจะไม่รู้สึกเลย ผมไม่ขอพูดรายละเอียดตรงนี้แล้วกัน
หลังจากนั้นเขาทักมาหาผม บอกว่า “ขอบคุณสำหรับคำวิจารณ์ตรงไปตรงมานะเชฟ มันช่วยหล่อหลอมเมนูร้านผมได้มากจริง ๆ” ผมก็ตอบกลับไปให้กำลังใจ บอกเขาว่าอย่าไปยึดติดกับการตัดสินจากคำเดียว หรือคำเดียวของการชิมแค่หนึ่งคำ ให้เดินหน้าต่อไป การพูดคุยครั้งนั้นทำให้เรายังรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้
ในรายการคุณเน้นคำว่า ‘นวัตกรรม’ ค่อนข้างมาก คุณให้นิยามคำนี้อย่างไร?
เชฟอัน: พูดตามตรง ผมอาจไม่ใช่คนที่มีหน้าที่กำหนดมาตรฐานของคำว่า ‘นวัตกรรม’ แต่ผมก็มีเกณฑ์ของตัวเอง ภายในโซลหรือเกาหลี เราอาจมีมาตรฐานเฉพาะของเรา แต่สุดท้ายแล้ว ทุกคนต่างมุ่งไปสู่มาตรฐานสากลเหมือนกันการจะเข้าใจมาตรฐานเหล่านั้นได้จริง เราต้องรู้ให้ครบ ไม่ใช่แค่ว่าสิ่งที่เราทำอยู่ในเกาหลีคืออะไร แต่ต้องมองออกไปให้เห็นด้วยว่าโลกกำลังเดินไปทางไหน ทั้งยุโรป สหรัฐฯ อเมริกาใต้ แอฟริกา และที่อื่น ๆ
เมื่อรายการนี้ไม่ได้สื่อสารแค่กับคนเกาหลี แต่ไปถึงเชฟทั่วโลก ผมจึงไม่คิดว่าการหยิบเทคนิคเก่ามาห่อใหม่แล้วเรียกว่านวัตกรรมเป็นสิ่งที่ถูกต้อง นวัตกรรมที่แท้จริงต้องมาจากการตั้งคำถาม การสำรวจ และการท้าทายสิ่งเดิม ๆ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ แค่แต่งของเก่าให้ดูใหม่ มันยังไม่ใช่นวัตกรรม
แน่นอนว่านี่คือมุมมองส่วนตัวของผม สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย ทุกอย่างอาจดูใหม่ไปหมด แต่ในฐานะมืออาชีพ เราควรรู้แยกแยะ และเมื่อเข้าใจตรงนี้จริง ๆ เท่านั้น เราถึงจะก้าวไปถึงมาตรฐานระดับโลกได้
ถ้าความพยายามเล็ก ๆ เหล่านั้นเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ก็ถือว่าน่าชื่นชม แต่การพยายามยัดเยียดของเก่าให้ดูเหมือนนวัตกรรม มันไม่ใช่นวัตกรรมที่แท้จริง นวัตกรรมไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพราะเรารู้เรื่องอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมา แต่มันคือการสร้างความพยายามใหม่ ๆ ที่คนซึ่งมีความรู้จริงสามารถมองออกว่า “มันมีคุณค่า” และจุดนี้สำคัญมาก
ก็เหมือนกับการใช้ AI เขียนวิทยานิพนธ์ มันไม่ได้ทำให้งานชิ้นนั้นกลายเป็นนวัตกรรมโดยอัตโนมัติ เพราะนวัตกรรมที่แท้ต้องมีความเป็นต้นฉบับ มีทิศทางที่ชัดเจน อาจต้องเสี่ยงบ้าง แต่ต้องพาไปสู่การค้นพบและความรู้สึกว้าว นั่นแหละคือเหตุผลที่เราต้องระมัดระวังและจริงจังกับคำว่านวัตกรรมขนาดนี้
“นวัตกรรมที่แท้จริงต้องมาจากการตั้งคำถาม การสำรวจ และการท้าทายสิ่งเดิม ๆ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ แค่แต่งของเก่าให้ดูใหม่ มันยังไม่ใช่นวัตกรรม”
มีตอนไหนของการถ่ายทำบ้างไหมที่คุณรู้สึกว่า ‘นี่แหละคือนวัตกรรม’
เชฟอัน: มีครับ จานของเชฟจอง จี-ซอน (Jung Ji-sun) ในภาคแรกอย่าง Siraegi Bath ที่ใช้เทคนิค บาซี (拔丝) หรือการเคี่ยวน้ำตาลแล้วดึงเป็นเส้นบาง ๆ ผมมองว่าน่าสนใจในเชิงนวัตกรรม ไม่ใช่แค่เพราะเทคนิคที่ใช้ แต่เพราะวิธีที่เธอผสานวัฒนธรรมและวัตถุดิบเข้าด้วยกันภายใต้แรงกดดันของการแข่งขันแนวคิดของคำว่า bath ถูกนำมาใช้กับ ซิแรคี หรือผักหัวไชเท้าแห้งซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีเอกลักษณ์แบบเกาหลี แม้จะพบได้ในอาหารจีนเช่นกัน แต่การหยิบมันมาใช้ในบริบทแบบเกาหลีอย่างชัดเจน ถือเป็นความพยายามที่สดใหม่และมีความเป็นต้นฉบับ
สำหรับผม นวัตกรรมที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อขนบเดิม เทคนิค และไอเดียใหม่ ๆ มาบรรจบกันอย่างลงตัว
แรงกระเพื่อมที่คุณมองว่า Culinary Class Wars มีต่อวงการอาหารคืออะไร?
เชฟอัน: ผมคิดว่ารายการนี้กำลังสร้างอิทธิพลเชิงบวกให้กับวงการอยู่แล้ว แม้จะยากที่จะคาดเดาว่าทิศทางในอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าอยากให้ประเด็นเหล่านี้ก่อผลลัพธ์ที่ดีจริง ๆ ผมมองว่าเชฟทุกคนต้องทุ่มเทมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะมีรางวัลดาวมิชลินหรือไม่ก็ตาม วงการของเรา รวมถึงตัวผมเอง ควรฉวยประโยชน์จากการที่ผู้คนหันมาสนใจอาหารในเกาหลีจากทั้งในและนอกประเทศนี้ให้มาก เตรียมตัวให้พร้อม และหาวิธีถ่ายทอดวัฒนธรรมของเราอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อถึงตอนนั้น เราถึงจะสามารถโชว์สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดออกมาอย่างแท้จริงเพราะถ้าเราหยุดอยู่แค่นี้ แค่ธุรกิจไปได้ดี วัฒนธรรมของเราก็จะหยุดนิ่งไปด้วย เรื่องนี้ไม่ควรเป็นแค่กระแสชั่วคราวหรือเหตุการณ์ครั้งเดียวจบ แต่หากชุมชนของเราร่วมมือกันอย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าโอกาสนี้จะสามารถผลักดันวงการอาหารของเราให้เติบโตและพัฒนาไปอีกขั้นได้
เขียนโดย Aa-Young Kang แปลและเรียบเรียงใหม่โดย พฤภัทร ทรงเที่ยง