ผู้ตรวจสอบของมิชลินออกเดินทางชิ้มรสอาหารทั่วประเทศไทยทั้ง 17 จังหวัด ตั้งแต่ร้านอาหารเยอรมันรางวัลสามดาวมิชลินแห่งแรกของเอเชีย ไปจนถึงร้านอาหารริมทางบ้าน ๆ ที่รักของคนในชุมชน คู่มือฉบับที่ 9 ของ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 ยังคงเต็มไปด้วยเรื่องราว สีสัน และตอกย้ำว่าสยามประเทศยังคงเป็นจุดหมายปลายทางด้านอาหารของโลก
และนี่คือ 10 จานที่มัดใจผู้ตรวจสอบของมิชลินมากที่สุดจากคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569
พายป่าแบบเยอรมัน / ผักชีฝรั่ง / ถั่วพิสตาชิโอ (Wildpastete / Parsley / Pistachio)
Sühring (รางวัลสามดาวมิชลิน, คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569)
หนึ่งในเมนูที่น่าจดจำที่สุดและเป็นที่โปรดปรานประจำปี นี่คือการตีความใหม่ของพายป่าแบบเยอรมันดั้งเดิมในสไตล์ปาเตอองครูต (pâté en croûte) นำมาโชว์ทั้งชิ้นก่อนที่จะนำกลับไปหั่น เสิร์ฟอย่างประณีตและสวยงาม ตัวพายทำจากเนื้อกวาง ตับเป็ด หัวผักกาด เห็ด เนื้อไก่ พิสตาชิโอ และเยลลีทำจากไวน์มาเดราเข้มข้น โชว์เทคนิคการทำอาหารคลาสสิกระดับสูงของสองพี่น้องได้อย่างดี
ตัวแป้งพายอบจนเป็นสีทอง โอบอุ้มไส้เนื้อหลากชนิดที่คัดอย่างดี ทั้งเนื้อแดงไร้มัน เครื่องสมุนไพร และถั่วต่าง ๆ ที่ให้รสกลมกล่อมและกินง่ายอย่างน่าทึ่ง ไข่และทรัฟเฟิลที่เป็นหัวใจของจานนี้เพิ่มความหรูหราและลายเซ็นเฉพาะตัว ทั้งสลัดที่เสิร์ฟคู่กันทำจากผักชีฝรั่ง รากผักชีฝรั่ง และพิวเรผักชีฝรั่ง ราดด้วยวิเนเกรตทรัฟเฟิลเข้มข้นที่คลุกเคล้าให้ดูตรงหน้า เพิ่มทั้งความสดชื่นและตัดเลี่ยนได้อย่างลงตัว ส่วนสลัดดองชิ้นเล็กที่ซ่อนอยู่ในแป้งแผ่นบางกรอบกรอบแสดงให้เห็นถึงไอเดียที่แยบยลและสัมผัสที่ละเอียดอ่อน ทุกองค์ประกอบรวมกันทำให้จานนี้โดดเด่นด้วยความแม่นยำ ความสมดุล และความประดิดประดอย นับเป็นผลงานแห่งรสชาติที่คลาสสิก ทั้งวิจิตรในการนำเสนอ และแสดงถึงเชี่ยวชาญในการทำอาหารอย่างแท้จริง
เสน่ห์รักแบบพาร์ซี (Parsi Love Affair)
INDDEE (รางวัลสองดาวมิชลิน, คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569)
จานนี้ผสานความเป็นไข่คนเครื่องเทศสไตล์อินเดียเข้ากับสัมผัสเนียนนุ่มคล้ายคัสตาร์ดของชาวันมุชิสไตล์ญี่ปุ่น ถั่วแมคคาเดเมียและเห็ดสับช่วยเพิ่มความหอมมันและความกรุบเบา ๆ ขณะที่ไข่มุกที่ทำจากถั่วลันเตา แครอท ช่วยเสริมสีสันและรสสัมผัสที่หลากหลาย ขณะที่ซอสมะเขือเทศเข้มข้นเชื่อมทุกองค์ประกอบให้กลมกล่อมเข้าด้วยกัน จานนี้สมดุล ทั้งสร้างสรรค์และรับประทานเพลิน แครอททรงไข่ปลาโดดเด่นเป็นพิเศษ ทั้งสนุกและเพิ่มความหรูหราให้กับจาน พร้อมมอบความหวานละมุนเบา ๆ เราสามารถสั่งเป็นไข่ปลาคาเวียร์จริงได้ตามต้องการเพิ่มได้ด้วย
หอยเชลล์เสิร์ฟกับซอสแชมเปญและฟักแม้ว (Scallop with champagne sauce and chayote)
Belén by Paulo Airaudo (ร้านอาหารแนะนำ, คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569)
หอยเชลล์ญี่ปุ่นเสิร์ฟมาอย่างสมบูรณ์แบบ เนื้อทั้งนุ่ม ชุ่มฉ่ำ และหวานละมุน วางบนซอส XO ที่ให้รสอูมามิเข้มข้น ขณะที่รอบ ๆ เป็นซอสแชมเปญเนื้อครีมบางเบาเพิ่มความหอมด้วยน้ำมันผักชีเล็กน้อย หน่อและใบฟักแม้วย่างถ่านให้ความกรอบและกลิ่นควันอ่อน ๆ ตัดกับความละมุนของหอยเชลล์ได้อย่างลงตัว ด้านบนโรยด้วยเส้นกรอบบางเบา เพิ่มทั้งรสสัมผัสและลูกเล่นให้จานนี้ รสชาติทั้งหมดสมดุลอย่างสวยงาม ผ่านการปรุงอย่างประณีต นี่เป็นหนึ่งในจานที่โดดเด่นอย่างไม่ควรพลาด
มิลเฟยชั้นบางจากหนังเต้าหู้ (Tubu Millefeuille)
Juksunchae (รางวัลหนึ่งดาวมิชลิน, คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569)
ขนมหวานจานนี้เป็นหนึ่งในเมนูโปรดที่สุดแห่งปีก็ว่าได้ มิลเฟยที่ทำจากแผ่นหนังเต้าหู้บาง สอดไส้ครีมเนื้อเบา เสิร์ฟบนครัมเบิลมิโซะและมูสเต้าหู้ คู่กับไอศกรีมเต้าหู้ถั่วเหลือง ซอสคาราเมล และเดรสซิ่งจากกล้วย รสชาติทั้งหมดเข้ากันอย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะชั้นหนังเต้าหู้ที่โดดเด่นเป็นพิเศษ มิลเฟยแบบดั้งเดิมมักจะเลี่ยนจากเนย แต่เวอร์ชันนี้ของเชฟกลับบางเบา สมดุล และอร่อยน่าประทับใจจริง ๆ
สัมผัสของหน่อไม้ฝรั่ง | หัวไชเท้า | ซอสเบอร์บลัง | ไวท์ช็อกโกแลต (Textures of asparagus | daikon | beurre blanc | white chocolate)
Etcha (รางวัลหนึ่งดาวมิชลิน, คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569)
จานนี้ดูหวานละมุนและงดงาม หน่อไม้ฝรั่งไทยถูกแกะสลักเป็นรูปดอกไม้สีขาวเล็ก ๆ อย่างประณีต ส่วนหน่อไม้ฝรั่งย่างและหัวไชเท้าที่เสิร์ฟคู่กันช่วยเพิ่มมิติทั้งด้านรสสัมผัสและภาพรวมของจาน สิ่งที่เชื่อมทุกอย่างเข้าหากันคือซอสเบอร์บลังผสมไวท์ช็อกโกแลต ซึ่งแม้ฟังดูหวาน แต่รสชาติกลับเบา ละเมียด และไม่กลบวัตถุดิบเลย ความสมดุลกำลังดี มีความครีมแต่ได้รสความสดชื่นไว้ครบถ้วน จานนี้แสดงให้เห็นว่าหน่อไม้ฝรั่งขาวไทยและหัวไชเท้าธรรมดา ๆ สามารถยกระดับเป็นสิ่งที่ประณีตได้อย่างน่าประทับใจ เราชอบที่รสละมุนอ่อน ๆ สอดรับกับการนำเสนอที่แลดูบางเบาและโทนสีขาวของจานนี้ได้อย่างลงตัว
แบร์แลงโกต์ ลูกกวาดฝรั่งเศสโบราณทรงพีระมิด (Les Berlingots)
Anne-Sophie Pic at Le Normandie (รางวัลสองดาวมิชลิน, คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569)
นี่คือพาสต้าโฮมเมดซิกเนเจอร์ของเชฟหญิงชื่อดังชาวฝรั่งเศส แอน-โซฟี พิค (Anne-Sophie Pic) รูปห่อทำอย่างประณีต บรรจุไส้ชีสกาม็องแบร์รมควันอย่างเต็มคำ ให้รสชีสเข้มข้น หอมมัน และมีเนื้อสัมผัสนุ่มละมุน ทุกคำยิ่งโดดเด่นขึ้นด้วยมะเขือเทศดองรสเปรี้ยวสดใสที่ช่วยตัดความมันและเพิ่มความสดชื่น จานนี้ปิดท้ายอย่างงดงามด้วยซอสหอมกรุ่นที่ผสานกลิ่นคาโมมายล์ หญ้าฝรั่น และมะเขือเทศได้อย่างลงตัว
ปลากระพงแดงย่างถ่าน | ซอสหอยลายและโหระพา | หอยหลอดและผักอาเกร็ตติ (Charcoal Grilled Madai | Clams & Basil Sauce | Razor Clams & Agretti)
Cannubi by Umberto Bombana (รางวัลหนึ่งดาวมิชลิน, คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569)
ปลากระพงแดงญี่ปุ่นย่างทั้งหนัง ทำให้มีกลิ่นถ่านอ่อน ๆ และผิวกรอบกำลังดี เนื้อด้านในสุกพอดี ชุ่มฉ่ำและเป็นชั้นสวยงาม ด้านบนวางหอยแมลงภู่ที่ช่วยเพิ่มรสเค็มทะเลและความหอมมันอย่างกลมกลืน กลิ่นของมันเข้าคู่กันอย่างดีเยี่ยมกับซอสหอยลาย–โหระพาเนื้อบางเบาที่มีความครีมมี่และกลิ่นสมุนไพรรสนุ่ม หอยหลอดที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ช่วยเพิ่มความกรุบ ส่วนผักอาเกร็ตติช่วยเติมเนื้อสัมผัสและลูกเล่นที่น่าสนใจ เป็นอีกหนึ่งจานที่น่าจดจำที่สุดของมื้อนี้
ยำลิ้นจี่
ฉวี (บิบ กูร์มองด์, คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569)
ยำจานนี้น่าจดจำและเปี่ยมด้วยเสน่ห์ ทางร้านใช้ลิ้นจี่สดจากภาคเหนือ คว้านเมล็ดออก เนื้อลิ้นจี่หวานฉ่ำ คลุกเคล้ากับมะพร้าวคั่วหอม ๆ โรยด้วยกุ้งแห้งป่น และใส่เนื้อปูส่วนขา กุ้งลวกหั่นชิ้นเล็ก ๆ พร้อมหอมแดงและพริกสด ปรุงรสอย่างเรียบง่ายด้วยเกลือจากปัตตานี น้ำตาลมะพร้าว และมะนาวเพียงเล็กน้อยโดยไม่ใช้น้ำปลาหรือซอสปรุงรสใด ๆ รสชาติออกเปรี้ยวหวานแบบธรรมชาติ สดชื่น หอมกลิ่นมะพร้าวคั่วที่กลืนกับความหวานของลิ้นจี่ได้อย่างลงตัว จานนี้มีการจัดเรียงที่น่าสนใจทั้งเรื่องกลิ่นและรสชาติ เผ็ดอ่อน ๆ พอดี ๆ เป็นยำผลไม้ที่ให้ความรู้สึกเบา สดชื่น สมดุลในทุกองค์ประกอบและทุกคำที่กิน โชว์ฝีมือการใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลได้อย่างเรียบง่ายแต่น่าประทับใจ
แกงปูไข่เยิ้ม ใบเล็บครุฑ กุ้งฝอยกรอบ
นุสรา (รางวัลหนึ่งดาวมิชลิน, คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569)
จานนี้ใส่ความละเมียดได้อย่างงดงาม แกงสีเหลืองทองทำจากขมิ้น ใบข่า และพริกแกงแดง ให้ความเผ็ดกำลังดีพร้อมความหวานธรรมชาติผสานอยู่ในรสอย่างกลมกล่อม ภายในประกอบด้วยปูม้าและปูดำ โรยไข่แมงดาทะเล เพิ่มทั้งความมันและรสอูมามิ ส่วนไข่ปูที่คลุกอยู่ในซอสทำให้เนื้อแกงมีความครีมแต่ไม่หนักจนเกินไป ความสมดุลของรสเผ็ดและหวานเค็มทำให้ความหวานของเนื้อปูโดดเด่นชัดเจน ด้านข้างเสิร์ฟกุ้งฝอยทอดกรอบและใบเล็บครุฑทอด หอมและกรอบเบา ๆ คล้ายสาหร่ายหอมกลิ่นชา เข้ากันได้ดีกับตัวเนื้อแกง เพิ่มทั้งความกรุบและกลิ่นยวนใจให้จานนี้ครบมิติ โดยรวมแล้วเป็นจานที่โดดเด่นมาก ซับซ้อน ประณีต และอร่อยล้ำ เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของมื้อเย็นที่นุสรา
ปลาใส่อวน
ถึงพะงัน (บิบ กูร์มองด์, คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569)
ปลาใส่อวนจานนี้ถือเป็นเมนูที่ไม่ค่อยได้เจอบ่อยนัก ทางร้านใช้ปลาส้มแบบภาคใต้ทอดกรอบใหม่ก่อนเสิร์ฟแบบร้อนจัดบนใบตอง ให้กลิ่นหอมและไม่อมน้ำมันเลย เนื้อปลามีรสเปรี้ยวนุ่มนวล ไม่มีกลิ่นรสหมักแรงหรือโดด แล่มาพอดีชิ้น ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน โดยเฉพาะส่วนหางที่กรอบกร้วมอร่อยมากแบบกินได้ทั้งกระดูก ข้าวคั่วที่คั่วจนหอมเคลือบรอบตัวปลานั้นพองฟู ให้รสสัมผัสที่กรอบ ช่วยเพิ่มทั้งกลิ่นและรสสัมผัสให้จานนี้โดดเด่นขึ้น ทั้งยังเสิร์ฟมาพร้อมหอมแดงซอย พริกสด และมะนาวฝาน เชฟแนะนำให้บีบมะนาวก่อนรับประทานเพื่อเพิ่มความสดและตัดรสเปรี้ยวของปลาส้มได้อย่างลงตัว เป็นอีกเมนูพื้นบ้านแบบภาคใต้ที่เชฟทำออกมาได้ดี ทั้งรสชาติที่กลมกล่อม ละมุน และมีความประณีตกว่าปลาส้มทั่วไปอย่างชัดเจน
ภาพเปิด: © The MICHELIN Guide Thailand, Diago Arenas/ Sühring